ประสบการณ์ตรงจากทริปทิเบต ข้อมูลสำหรับ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่อยากไปเที่ยวทิเบตค่ะ
1. การเตรียมตัว:
สิ่งแรกๆเลยคือการหาทัวร์ หรือหากลุ่มเพื่อนที่จะไปร่วมหัวจมท้าย ร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมสนุก โหด มันส์ ฮาไปด้วยกัน จะไปกับกลุ่มไหน ไปเมื่อไหร่ ไปกับใคร ก็คงจะต้องพิจารณากันเสียแต่เนิ่นๆ ถ้าเลือกจะไปเอง โดยเฉพาะถ้าคิดจะไปหรือกลับทางรถไฟ ก็ต้องเผื่อเวลาสำหรับการจองตั๋วรถไฟเอาไว้ด้วย เพราะได้ข่าวว่าจองยาก และถ้าอยากได้ตั๋วนอน soft sleeper (ประเภทที่เป็นแบบ 4 เตียง มีประตูกั้นเป็นสัดส่วน) หรือ hard sleeper (แบบ 6 เตียง) ก็คงต้องหาข้อมูลกันแต่เนิ่นๆ กำหนดช่วงการเดินทางกันล่วงหน้า จะได้ไม่พลาดเส้นทางรถไฟไต่หลังคาโลกที่จะได้ชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามกันนะคะ
2. การเดินทาง:
ตัดสินใจเลือกวิธีไปและเส้นทางที่จะไป-กลับจากทิเบตให้เรียบร้อย
- ไปเครื่องบินลงเฉิงตู แล้วต่อรถไฟเฉิงตู-ลาซา (44 hrs) ส่วนขากลับบินกลับจากลาซา (ลาซา -> กรุุงเทพ)
- หรือบินไป (กรุงเทพ -> เฉิงตู -> ลาซา) แล้วค่อยนั่งรถไฟกลับก็ได้ (ลาซา -> เฉิงตู แล้วบินกลับไทย)
- หรือกลับทางเส้นทางเนปาล โดยนั่งรถผ่านทาง EBC ออกจากทิเบต แล้วเลยไปเที่ยวเนปาลต่ออีกสักหน่อย ค่อยบินกลับก็ไม่ว่ากัน
- ถ้าอยากนั่งรถไฟ แต่ไม่อยากนั่งนาน 44 hrs ก็มีอีกทางเลือกหนึ่ง คืออาจจะบินไปเมืองจีน แล้วต่อรถหรือเครื่องบินไปขึ้นรถไฟที่สถานีซีหนิง จากซีหนิงจะใช้เวลานั่งรถไฟไปลาซาแค่ประมาณ 23 hrs เท่านั้นค่ะ ถ้าถามว่าจะพลาดวิวงามๆของเส้นทางรถไฟหรือเปล่า ขอตอบว่าวิวระหว่างซีหนิง-ลาซางามค่ะ แต่ระหว่าง ซีหนิง-เฉิงตูก็ยังงั้นๆ ตามประสาวิวทิวทัศน์ข้างทางของเมืองจีนทั่วไป
เส้นทางต่อเครื่องไปทิเบต
1.กรุงเทพ – คุนหมิง – ลาซา
2.กรุงเทพ – เฉิงตู – ลาซา
3.กรุงเทพ – กวางเจา – ลาซา
4.กรุงเทพ – ปักกิ่ง – ลาซา
5.กรุงเทพ – ฉงชิ่ง – ลาซา
6.กรุงเทพ – ซีอาน – ลาซา
ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่ควรจะต้องพิจารณาก็คือ สามารถหาตั๋วเครื่องบินและตั๋วรถไฟมาให้ได้ตรงกับช่วงที่จะเดินทางได้หรือไม่กันนะคะ
3. เอเจนซี่ทัวร์:
อันนี้ถ้าไม่มีก็คงจะเข้าทิเบตไม่ได้ เท่าที่ทราบมาการจะเดินทางเข้าทิเบตนั้นจะต้องมีวีซ่าประเทศจีนเสียก่อน ซึ่งการที่จะได้มาซึ่งวีซ่าจีนถ้าไปบอกสถานฑูตจีนว่าจะเดินทางไปทิเบต ก็อาจเป็นเหตุให้พลาดพลั้งเสียทีอดวีซ่าจีนแล้วพลอยอดเข้าทิเบตไปด้วย และเมื่อทำวีซ่าจีนได้แล้วก็ต้องติดต่อเอเจนซี่ทัวร์ (จีน/ทิเบต)ให้เตรียมทำ Tibet Travel Permit (TTP) เพื่อเข้าทิเบตให้ด้วยค่ะ
โดยปกติจะได้ TTP เมื่อเราเดินทางไปถึงที่่จีน (หรืออาจจะเป็นเนปาลถ้าไปผ่านทางนั้นก่อนเข้าทิเบต) โดยที่เอเจนซี่ทัวร์เค้าจะรวบรวม passport ของทุกๆคนในกรุ๊ปเพื่อนำไปยื่นขอ TTP มาให้เรา โดยจะมีเอกสารมาเป็นแผ่นสรุปรายชื่อทั้งหมดของทุกๆคน ใช้สำหรับเข้าทิเบต (Tibet Permit will be checked on train) ถ้าเป็นการเดินทางผ่านทางจีน จะต้องพักค้างคืนที่จีนก่อน 1 คืนเพื่อรอรับ TTP และให้ร่างกายได้ปรับสภาพกับความสูงที่เริ่มเพิ่มขึ้น ไม่พรวดพราดเปลี่ยนจากที่ราบไปเป็นความสูงเหนือน้ำทะเล 4,000-5,000m เลย ไม่เช่นนั้นร่างกายจะปรับสภาพไม่ทัน ไม่พ้นอาการ altitude sickness เสียตั้งแต่วันแรกๆ
4. อาหารการกิน:
สำหรับคนที่กินง่ายไม่เรื่องมากก็คงไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ถ้าคิดว่าอาจจะไม่ถูกปากกับอาหารท้องถิ่นที่ทิเบต ก็แนะนำให้พกน้ำพริก น้ำปลา มาม่า กาแฟ โอวันติน โจ๊ก แม้กกี้ ขนมขบเคี้ยว และลูกอม ติดไปด้วย และถ้าคิดว่าอาจจะเมารถก็แนะนำให้พกพวกผลไม้อบแห้ง บ๊วย มะขามจี๊ดจ้าด อะไรประมาณนั้นติดไป รับรองว่าช่วยได้ (ไม่มากก็น้อย)

อาหารระหว่างการเดินทางบนรถไฟ (แนะนำให้ลงไปซื้อโยเกิร์ตที่สถานีซีหนิงค่ะ มันอร่อยมากๆ แล้วถ้าพลาดที่ทิเบตไม่มีขายแล้วค่ะ )
5. ยา:
สำหรับคนที่มีโรคประจำตัว แนะนำให้พกยาส่วนตัวติดไปเลยนะคะ ไม่เช่นนั้นไปถึงนั่นอาจจะคุยกับใครไม่รู้เรื่อง หายาลำบากอีก ส่วนคนทั้่วๆไปก็แนะนำให้นำยาไปตามนี้ค่ะ
- หงจิ่นเทียน เป็นยาสมุนไพรจีนบรรเทาอาการ AMS (Acute Mountain sickness) ช่วยขยายหลอดเลือดทำให้เลือดจับอ๊อกซิเจนได้ดีขึ้น สามารถไปหาซื้อที่ร้านขายยาในเฉิงตูได้
- ยา Diamox ที่เค้านิยมเอาผลข้างเคียงของยาไปช่วยแก้อาการ AMS เช่นกัน
- ยาแก้ไข้, ยาแก้หวัด แก้แพ้อากาศ และไมเกรน, ยาขยายเยื่อโพรงจมูก, วิตามินซี 100 mg, ยาอมแก้เจ็บคอ
- ยาแก้ท้องเสีย, ยาถ่าน, ยาแก้ท้องเฟ้อ, อีโน, ยาช่วยย่อย
- ยาคลายกล้ามเนื้อ (ชนิดเม็ด,ชนิดทา), ยาใส่แผลสด พลาสเตอร์ยา
- ยาฆ่าเชื้อ, ยาแก้โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (สำหรับคนที่ชอบอั้นปัสสาวะ ไม่ค่อยดื่มน้ำ หรือไม่ค่อยเข้าห้องน้ำอาจจะเป็นได้)
- ยาแก้โรคกระเพาะอาหารอักเสบ, ยาแก้โรคกรดไหลย้อน, ยาลดกรด (เผื่อเดินทางแล้วกินอาหารไม่เป็นเวลา)
- ยาแก้เมารถ ยาอม ยาดม ยาหม่อง ยาหยอดตา (ถ้าใส่คอนแทคเลนส์)
- อื่นๆตามความจำเป็น พิจารณาตามความเหมาะสมในแต่ละคนนะคะ
ถ้ายามันเยอะไปก็เลือกพกไปเท่าที่จำเป็นก็พอแล้วค่ะ แต่โดยส่วนตัวมักจะพกยาไปเป็นยันต์ กันไว้ดีกว่าแก้ เพราะถ้าเป็นแล้วไม่มียาเนี่ยจะลำบากและทรมานมากๆนะคะ ส่วนอ๊อกซิเจนกระป๋องก็ให้ลองถามไถ่เอเจนซี่ทัวร์ว่าเค้าจะจัดหาเตรียมไว้ให้ด้วยหรือเปล่า อย่างน้อยถ้าไปแถวบริเวณที่ความสูง 4000-5000m ก็ควรจะพกติดรถไปด้วย เผื่อหายใจไม่ทัน หอบ เหนื่อย ช่วยได้มากๆค่ะ
- ปล. สำหรับการเดินทางโดยรถไฟ ภายในรถไฟจะมีอ๊อกซิเจนไว้บริการที่หัวเตียงค่ะ โดยสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอสายเสียบอ๊อกซิเจนได้ค่ะ เส้นทางรถไฟจะผ่านสถานีรถไฟถังกูล่า (Tanggula Railway Station) ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในโลก อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 5,100 เมตร บางคนอาจจะมีอาการ altitude sickness ที่บริเวณนี้ได้
6. สิ่งจำเป็นต่างๆ:
- ทิชชู (ทั้งแบบแห้งที่ใช้ทั่วๆไปและแบบทิชชูเปียกค่ะ) ทิชชูเปียกจะมีความสำคัญเป็นอย่างมากโดยเฉพาะถ้าเดินทางรถไฟ เพราะว่าไม่มีห้องอาบน้ำนะคะ มีแต่อ่างสำหรับล้างหน้าแปรงฟัน และห้องส้วมในแต่ละโบกี้ของรถไฟ เพราะฉะนั้นก็คงหนีไม่พ้นการอาบแห้งค่ะ ทิชชูเปียกและแป้ง จัดไป อิอิ
- ปลั๊กไฟ สำหรับจีนและทิเบต ระบบไฟฟ้าใช้ 220 V
- สำหรับคุณผู้หญิงทั้งหลาย ผ้าอนามัยอาจเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรพกไปด้วย เนื่องจากการเดินทางทริปทิเบตส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 10-12 วัน อาจจะคาบเกี่ยวช่วงที่มีประจำเดือน คำถามส่วนใหญ่คือควรจะกินยาเลื่อนดีหรือไม่ อันนี้แล้วแต่วิจารณญาณสำหรับแต่ละคนเลยค่ะ ถ้าเกรงจะลำบากก็กินยาเลื่อนไปก็ได้ แต่ต้องกินให้ตลอดทั้งทริปนะคะ หรือไม่เช่นนั้นก็พกทิชชูเปียกไปให้เยอะๆหน่อย เพื่อความสบายใจ (เป็นผู้หญิงแท้จริงแสนจะลำบากเนอะ)
- ที่ชาร์จ มือถือ, ที่ชาร์จถ่านกล้อง, ถ่านกล้องสำรอง, power bank (ถ้าเดินทางบนรถไฟ 44 hrs ไม่มีจุดให้ชาร์จไฟเลยนะคะ แต่จะมีเจ้าหน้าที่มาเดินขาย power bank ด้วย เท่าที่เห็นก็มีหลายขนาด 5000mA++ ราคาก็พันกว่าบาท ของจีน 100%แท้แน่นอน)
- sd card, external harddisk, notebook, ipad สำหรับคนที่ถ่ายรูปเยอะ พกไปก็ดีค่ะ เพราะทริปนี้วิวสวยๆระหว่างทางเพียบ ไม่งั้น memory เต็มแล้วจะหาว่าไม่เตือนไม่ได้นะคะ
- ไฟฉาย สำหรับคนที่จะไปพักเต้นท์ บริเวณ everest based camp ควรจะต้องพกไปอย่างยิ่ง ช่วงเวลาที่ไป(มิย 56) ตอนกลางคืนจะไม่มีไฟบริเวณรอบๆเต้นท์ ถ้าจะเข้าห้องน้ำก็พกไฟฉายเดินออกไปค่ะ แต่คิดว่าไฟฟ้าน่าจะเข้าถึงเร็วๆนี้(หรือตอนนี้อาจจะมีไฟฟ้าแล้วก็เป็นได้) เพราะเห็นเค้าเตรียมตั้งเสาไฟกันแล้วค่ะ ต่อไปก็คงอาจจะสะดวกสบายกว่านี้แน่ๆ
- กระบอกน้ำ สำหรับใส่น้ำอุ่น น้ำร้อน เอาไว้จิบระหว่างทาง บางเส้นทางอากาศจะหนาวเย็น ได้จิบน้ำอุ่นๆก็ช่วยได้เยอะค่ะ
7. เสื้อกันหนาว และ อุปกรณ์ต่างๆ
เสื้อกันหนาว แจคเก็ตกันฝน/กันลม แว่นกันแดด ครีมกันแดด หมวก เตรียมไปให้พร้อมตรงกับฤดูที่เราจะไปเที่ยวทิเบต ช่วงพค.แม้ว่าจะเป็นช่วงหน้าร้อนของทิเบตแต่ก็ยังคงมีอากาศหนาวเย็น ถ้าไปที่ EBC ก็ยังคงจะได้เจอหิมะ และบางวันก็อาจจะเจอฝนในระหว่างการเดินทางได้เช่นกัน เสื้อผ้าสำหรับกันหนาวแนะนำให้ใส่เป็นเสื้อหลายๆชั้น เผื่อในกรณีกลางวันอากาศอุ่นขึ้น จะได้ถอดออกง่ายๆ
8. การเตรียมร่างกาย:
- โดยทางทฤษฎี: ส่วนใหญ่จะให้เตรียมตัวทำร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกาย หรือวิ่ง อย่างน้อยๆครั้งละ 30 นาที ให้ร่างกายฟิต&เฟิร์มให้ปอดขยายตัว เตรียมพร้อมสำหรับสถานที่ที่อากาศเบาบาง ความกดอากาศและอ๊อกซิเจนเบาบาง อย่างเช่นที่ราบสูงทิเบต หรือหลังคาโลก
- ในทางปฏิบัติ: คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำก็อาจจะเป็น altitude sickness ได้เหมือนกัน อันนี้ขึ้นอยู่กับร่างกายล้วนๆ เพราะตัวเองเป็นคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลย (อย่างน้อยๆก็ 5 ปีที่ผ่านมา) ได้แค่ความพยายามวิ่งสัปดาห์ละครั้ง ครั้่งละ 30 นาที ซึ่งก็ทำได้แค่ 3 ครั้งก่อนเดินทางเท่านั้น) แต่เมื่อถึง EBC ก็ไม่ได้มีอาการปวดหัว หรือต้องพึ่งอ๊อกซิเจนกระป๋องแต่อย่างใด สิ่งที่คิดว่าช่วยได้น่าจะเป็นวิธีการหายใจ (และท่านอนสมาธิ คือสังเกตลมหายใจเข้า-ออกตลอดเวลา หายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องยุบจนกระทั่งหลับไป)
- การหายใจ: แนะนำให้หัดหายใจแบบโยคะ คือหายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องแฟบ ถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร แนะนำให้ตอนจะนอนหลับลองเอามือวางไว้ที่หน้าท้อง พอหายใจก็สังเกตดูว่าท้องพองหรือท้องแฟบแล้วลองหายใจเข้าให้ท้องพอง หายใจออกให้ท้องยุบ ฝึกแบบนี้ไปเรื่อยเวลาจะนอน จะช่วยให้ร่างกายได้รับอ๊อกซิเจนมากขึ้น
- การดื่มน้ำ: ระหว่างการเดินทางและเมื่อไปถึงทิเบต แนะนำให้ดื่มน้ำเป็นระยะๆ ไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ จะช่วยลดการเกิด AMS ได้
- การกินอาหาร: เมื่ออยู่ในทิเบตควรทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และผัก เพราะเชื่อว่าจะใช้ออกซิเจนน้อยกว่าพวกโปรตีน และไขมัน ถ้ากินพวกเนื้อสัตว์อาจจะย่อยยากเมื่อไปอยู่บนที่ราบสูง อันนี้ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน แต่โดยส่วนตัวเน้นกินผักตั้งแต่ก่อนเดินทางและระหว่างเดินทาง ก็ไม่มีปํญหาเรื่องการย่อยแต่อย่างใด ได้ประโยชน์เป็นระบบขับถ่ายที่ทำงานตรงเวลาอีกต่างหาก และเคยอ่านเจอว่าการกินอาหารจำพวกผักจะไม่ทำให้เลือดข้น เลือดจะหมุนเวียนตลอดดีกว่ากินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์
9. การเตรียมใจ: ห้องน้ำ
- อันนี้สำคัญนะจะบอกให้ เรื่องอาหารไม่ถูกปาก (สำหรับบางคน) ยังไม่เท่าไหร่ ที่ควรฝึกใจเลยก็คือเรื่่องห้องน้ำ ถ้าใครคิดว่าเคยไปเมืองจีนมาแล้วคงจะรับมือห้องน้ำทิเบตไหว ขอให้คิดใหม่ได้เลย ถ้าห้องน้ำเมืองจีนแถบแชงกรีล่ายังไม่สามารถรับสภาพได้แล้วล่ะก็ ขอบอกว่าอย่าไปเที่ยวทิเบตเลยค่ะ แต่ถ้าบอกว่าพอไหวก็ให้ทำใจคูณไปอีกสัก 10 เท่าเป็นอย่างน้อย เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานห้องน้ำทิเบตเอาไว้ เวลาไปเจอของจริงก็จะได้ไม่เครียด แต่ถ้าสบายใจ รับได้กับห้องน้ำธรรมชาติอันกว้างใหญ่ไพศาลระหว่างทางก็ไม่น่าจะติดปัญหาใดๆทั้งสิ้น เที่ยวโลดเลยค่ะ ไหนๆก็เกริ่นเรื่องห้องน้ำมาแล้ว ขอสาธยายเพิ่มเติมสักเล็กน้อย ส่วนถ้าอยากรู้ว่าเป็นยังไงให้ไปดูเองจะชัดเจนที่สุดค่ะ
ข้อมูลสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ
- ห้องน้ำโรงแรม 3 ดาวอัพ (Lhasa, Shigatse) อันนี้ปกติไม่มีปัญหา เป็นชักโครก มีประตู มีน้ำ ตามปกติทุกอย่าง สบายใจหายห่วงค่ะ
- ห้องน้ำในรถไฟ มีอ่างล้างหน้าและมีห้องส้วมอยู่ด้านนอกในแต่ละโบกี้ มีทิชชูและมีน้ำกด แต่อาจพบเจอสิ่งไม่พึงประสงค์ได้ตลอด แล้วแต่โชคและแจ็คพ็อตของแต่ละคน
- ห้องน้ำสาธารณะระหว่างทาง เสียครั้งละ 1 หยวนต่อคน จ่ายก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องน้ำ แต่ถ้าจ่ายเงินแล้ว เดินเข้าไปดูแล้วเดินกลับออกมาหาท้องทุ่งข้างนอกก็สามารถทำได้ไม่ว่ากัน ก่อนจะเดินเข้าไปก็พกยาดมไว้สูดดมกันสลบสักหน่อยก็ดีนะคะ แนะนำให้ท่องว่า “อย่ามองตรงนั้น อย่ามองตรงนั้น.. เพราะมัน..จะเป็นเรื่องใหญ่……..” ให้เดินเข้าไปแล้วอย่าก้มมองพื้นด้านล่าง เอาแค่มองด้วยหางตา ปรายตามองไม่เกิน 45 องศาจากระดับสายตาพอให้ไม่ตกร่องก็พอแล้ว ไม่งั้น ภาพอาจติดตาได้ เราเตือนคุณแล้วนะคะ อ้อ แล้วก็แนะนำให้รู้รักสามัคคี เข้าห้องน้ำกันเป็นทีม เข้าไปประจำที่พร้อมกันแล้วก็ลุกพร้อมๆกันจะได้ไม่อายนะคะ
- ห้องน้ำในร้านอาหาร ที่ต่างจังหวัดหรือในเกสต์เฮาส์เล็กๆประมาณ 2 ดาว อาจจะได้เจอห้องน้ำแบบไม่คุ้นเคย สร้างมาให้ใช้พร้อมกัน 2 คน โดยไม่มีอะไรกั้น แต่ส่วนใหญ่ก็จะมีประตูด้านนอกให้ปิดมิดชิด แนะนำให้เข้าไปแค่ทีละคน ไม่ต้องรีบเข้าไปพร้อมกันก็ได้ค่ะ ถ้าโชคดีบางที่อาจจะมีน้ำ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีน้ำค่ะ
- ห้องน้ำที่บริเวณ based camp ต้องเพิ่มความสามารถในการฝึกจิต “เห็นก็สักแต่ว่าเห็น..”เอาไว้ให้มากๆ ไม่งั้นอาจขาดสติตายได้ ฮ่าๆๆ และกรุณาเพิ่มสติกำกับในแต่ละย่างก้าว slow life ไปช้าๆค่ะ ซ้ายหนอ ขวาหนอ หลบหนอ ย่างหนอ ทำใจให้ได้หนอ ลานหินกว้างใหญ่ไพศาลหนอ อาจมีกับระเบิดอยู่ทั่วไปก็ได้หนอ ฮ่าๆๆ
- ที่กล่าวมานี่ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ของจริงมันมิสามารถอธิบายทั้งหมดได้ ใครจะไปและอยากรู้ก็คงต้องหลังไมค์ถามไถ่กันอีกทีนะคะ
10. ช้อปปิ้ง:
ก่อนไปก็ต้่องเตรียมแลกเงินเอาไว้ก่อน ที่ทิเบตจะใช้เงินหยวนเหมือนกับที่เมืองจีน ส่วนของช้อปของฝากจะซื้ออะไรที่ไหนก็ประมาณนี้ค่ะ
- ของกิน ไม่มีแนะนำ ถ้าจะซื้อก็คงเป็นเนื้อจามรีอบแห้ง(Yak) ซึ่งอาจจะซื้อที่ตลาดในเมืองจีน หรือที่สนามบิน แต่เคยถามไกด์ทิเบตว่าพวกของฝากมีแนะนำที่เป็นของกินมั้ยเค้าก็บอกว่าไม่มีนะ
- ผ้าพันคอ หาซื้อได้ที่บริเวณตลาดแปดเหลี่ยม หน้าวัดโจคังในลาซา
- สร้อยคอ จี้ เครื่องประดับ กงล้อมนต์ ระหว่างทางบริเวณหน้าห้องน้ำสาธารณะก็จะมีแผงขายอยู่ แต่คงจะต้องต่อราคาสัก 50-70% เพราะราคาเปิดบอกเอาไว้สูง ถ้าบอก 80 หยวนก็น่าจะต่อจนได้ราคาซื้อสัก 25-30 หยวน ถ้าจะให้ดีวันแรกๆในลาซาก็เช็คราคาที่ตลาดแปดเหลี่ยมเอาไว้เลยค่ะ
- เครื่องราง สร้อยข้อมือ และอื่นๆ ในแต่ละวัดมักจะมีวางเอาไว้บริเวณหน้าประตูให้นักท่องเที่ยวบูชา แต่ราคาก็จะสูงกว่าที่เห็นข้างนอกวัด ต่อราคาไม่ได้ เลือกซื้อตามความชอบได้เลย
11.โปสการ์ด และร้านกาแฟ:
ในลาซามีร้านกาแฟอยู่หลายร้าน แต่ไม่มีสตาร์บัคเหมือนที่เมืองจีน
ร้านกาแฟแนะนำ (รายละเอียด ถามอากู๋เกิ้ลกันนะคะ)
- cafe summit อยู่บริเวณถนนเส้นหน้าวัดโจคัง แต่อยู่ในซอยเล็กๆของโรงแรม มี wifi ให้ใช้ฟรี ห้องน้ำเป็นชักโครกดีเริ่ดที่สุุดเท่าที่เคยเจอในลาซา
- spinn cafe อยู่ถนนเส้นที่ขนานกับหน้าวัดโจคัง เจ้าของเป็นคนฮ่องกงและคนไทย ที่เคยปั่นจักรยานไปลาซา
- Book cafe สำหรับคนที่ชอบร้านโล่ง โปร่ง สบาย มีโปสการ์ดขาย บรรยากาศน่านั่งชิลๆเพลินๆ เจ้าของร้านนี้เป็นกลุ่มเพื่อนๆคนจีนที่ติดใจประเทศทิเบตแล้วเลยย้ายมาอยู่ที่ลาซาเปิดร้านกาแฟและโปสการ์ด
- ร้านอื่นๆนอกจากนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน ลองสุ่มๆดูนะคะ
ที่เอาข้อมูลมาฝากก็เพียงเท่านี้ก่อนนะคะ นึกอะไรได้เพิ่มเติมจะมาอัพเดทให้ค่ะ
Information by Oh! LaLLa (*^-^*)
[ หมายเหตุ: ข้อมูลบางส่วนอาจจะไม่อัพเดทนะคะ เนื่องจากจีนพัฒนาประเทศไวมากๆรวมไปถึงทิเบตด้วยค่ะ โน้ตนี้อ้างอิงข้อมูลเมื่่อ June 2013 ค่ะ ]

















